FEEDS

News & Article From DPBits

ICO

การวิเคราะห์ทางเทคนิคหรือการใช้กราฟ เป็นแนวทางที่นักลงทุนหรือเทรดเดอร์รุ่นใหม่นิยมใช้มาเป็นเวลานาน จนเกิดเป็นหลักสูตรการสอน หนังสือ ฯลฯ ที่เกี่ยวกับการใช้กราฟจำนวนมาก แต่ยังมีผู้ที่เข้าใจคลาดเคลื่อนถึงหัวใจสำคัญของการวิเคราะห์ทางเทคนิคอยู่ค่อนข้างมาก

การวิเคราะห์ทางเทคนิคหรือการใช้กราฟ เป็นแนวทางที่นักลงทุนหรือเทรดเดอร์รุ่นใหม่นิยมใช้มาเป็นเวลานาน จนเกิดเป็นหลักสูตรการสอน หนังสือ ฯลฯ ที่เกี่ยวกับการใช้กราฟจำนวนมาก แต่ยังมีผู้ที่เข้าใจคลาดเคลื่อนถึงหัวใจสำคัญของการวิเคราะห์ทางเทคนิคอยู่ค่อนข้างมาก ไปดูกันว่ามีเรื่องอะไรบ้างและความจริงคืออะไร


หนึ่ง..กราฟเทคนิคเป็นเพียงตัวช่วยวางแผนการเทรด ไม่การันตีความเป๊ะ ผู้ที่ใช้กราฟในการเทรด หลายคนคิดไปว่าเป็นเครื่องมือที่มีความแม่นยำ 100% แต่ในความเป็นจริงแล้ว เครื่องมือต่างๆที่นำมาใช้เป็นเพียงสิ่งที่นำมาใช้ในการวางแผนเท่านั้น พูดง่ายๆคือเป็นเพียงการคาดการณ์ “ความน่าจะเป็น” เช่น ช่วยกำหนดจุดซื้อ จุดขายและจุดตัดขาดทุน ไม่ได้หมายความว่าราคาจะเป็นตามที่เครื่องมือบอกเสมอไป

ตัวอย่างเช่น เครื่องมือเทคนิคที่เราใช้ประจำอาจบอกว่าราคาเป้าหมายของหุ้นตัวหนึ่งอยู่ที่ 20 บาท ปรากฎว่าราคาไปไม่ถึงเป้าหมายก็เปลี่ยนทิศทางเป็นขาลงไปเสียก่อน แต่เรายังยึดติดว่ามันจะต้องถึงเพราะเครื่องมือบอกเช่นนั้น ในความเป็นจริงคือในตลาดหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เทรดเดอร์จึงต้องวางแผนป้องกันความเสี่ยงด้วยการกำหนดจุดตัดขาดทุนไว้ทุกครั้งหากผิดแผน 

สอง..ใช้เครื่องมือให้มากที่สุดยิ่งมีความชัวร์มากเท่านั้น เทรดเดอร์มือใหม่หลายคนที่เรียนการใช้เครื่องมือหรือ Indicator มา จะรู้สึกร้อนวิชาอยากใช้ประกอบการวิเคราะห์ไปหมด เรียกได้ว่าบางทีเปิดหน้าจอมามีเครื่องมือเต็มไปหมดจนรกจอ เพราะคิดว่าไปหากยิ่งมีตัวช่วยเยอะเท่าไรก็ยิ่งชัวร์เท่านั้น

ความจริงแล้ว เราควรเลือกเครื่องมือเทคนิคเพียงแค่ไม่กี่ชิ้นก็เพียงพอแล้ว เพราะยิ่งใช้มากเท่าไรจะยิ่งสับสนมากเท่านั้น เพราะเครื่องมือแต่ละชิ้นจะมีการใช้งานที่ต่างกัน เช่น บางตัวใช้เพื่อคอนเฟิร์มทิศทางระยะสั้น บางตัวคอนเฟิร์มระยะยาว ถ้าเอามาใช้พร้อมกันจะตีกันเอง (ยกตัวอย่าง เราไม่เคยเห็นใครใช้ทั้งดาบและหอกในเวลาเดียวกัน เพราะหน้าที่มันต่างกัน) เราจึงควรศึกษาการใช้เครื่องมือให้ครบและเลือกใช้ให้ตรงกับจริตของเราดีกว่า

สาม..มี Trade Setup ที่สมบูรณ์แบบบนโลกนี้ เทรดเดอร์หลายคนที่ได้ไปเรียนกับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญและประสบความสำเร็จซึ่งแต่ละคนจะมีหน้าเทรด หรือที่เรียกว่า Trade Setup ของตัวเองที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ ผู้ไปเรียนกลับมั่นใจในวิชานั้นๆเต็มที่และคิดว่าเป็นเครื่องมือที่สมบูรณ์แบบ 

แต่ในความเป็นจริง ไม่มี Trade Setup ของใครที่สมบูรณ์แบบที่สุด อาจจะดีที่สุดในบางช่วงเวลาที่ต่างกัน ดังนั้นอย่าไปยึดติดกับวิชา เพราะอาจารย์ที่ไปเรียนมา ล้วนแล้วแต่มีทั้งประสบการณ์ที่ดีและแย่ด้วยกันทั้งสิ้น 

สี่..เป็นนักลงทุนปัจจัยพื้นฐานห้ามนำปัจจัยเทคนิคมาใช้ จริงอยู่ว่าเราควรเลือกใช้แนวทางใดแนวทางหนึ่งให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะสับสนในแนวทางการลงทุน อย่างที่มีคำพูดว่า วีไอจำเป็น (ตอนซื้อใช้ปัจจัยเทคนิค แต่พอติดหุ้นไปอ้างว่าดูปัจจัยพื้นฐาน) แท้จริงแล้วนักลงทุนที่เน้นปัจจัยพื้นฐาน (ยกเว้นวีไอสายฮาร์ดคอร์) ก็สามารถนำกราฟเทคนิคไปใช้ได้เช่นกัน แต่อาจมีสัดส่วนเพียง 20% และใช้ให้เหมาะสม เช่น ใช้ไทม์เฟรมระดับเดือนเพื่อยืนยันแนวโน้ม ส่วนเทรดเดอร์สายกราฟ ก็สามารถใช้ปัจจัยพื้นฐานมาประกอบได้เช่นกัน เช่น เลือกหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดี แนวโน้มที่หุ้นจะขึ้นย่อมมีสูงกว่าหุ้นพื้นฐานแย่ เป็นต้น

และนี่คือ 4 ข้อที่คนใช้กราฟเทคนิคมือใหม่หลายคนยังเข้าใจผิดอยู่ สรุปก็คือเทรดเดอร์ควรที่จะเข้าใจ “หลักปรัชญา” หรือหัวใจสำคัญของการใช้เครื่องมือทางเทคนิคให้เข้าใจ มากกว่าไปให้ความสำคัญกับการนำเครื่องมือไปใช้ทำกำไรให้ได้เท่านั้น ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาที่เราเรียนวิชาป้องกันตัวอย่าง ยูโด คาราเต้ เทควันโด คลาสแรกคือการเรียนหลักปรัชญาของวิชาเสียก่อน ไม่ใช่ไปเรียนกระบวนท่า ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการลงทุนครับ

10 February 2018

EMA หรือ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Expotential Moving Average )เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่เทรดเดอร์ทุกคนน่าจะรู้จักกันมาเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เรียกว่าเป็นเครื่องมือพื้นฐานสามัญประจำบ้าน

EMA หรือ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Expotential Moving Average )เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่เทรดเดอร์ทุกคนน่าจะรู้จักกันมาเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เรียกว่าเป็นเครื่องมือพื้นฐานสามัญประจำบ้าน (แถมเค้ายังเป็นต้นกำเนิดของ MACD ในซีรีย์ตอนที่แล้วด้วยนะ) แต่จะมีใครทราบไหมว่าทำไม ? เราถึงเลือกใช้ค่าของ EMA เป็นตัวเลขต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่จะค่าตามหนังสือกันมา มีใครเคยตั้งคำถามไหมว่า ทำไมเราต้องใช้ค่าดังกล่าว แล้วค่าอื่นใช้ได้หรือเปล่า

EMA เป็นหนึ่งในประเภทของค่าเส้นค่าเฉลี่ยที่ถูกพัฒนาปรับแต่งเพิ่มเติมมาจาก SMA โดยมีการปรับสูตรให้มีการให้น้ำหนักของค่าตัวเลขล่าสุดมากว่าตัวเลขที่ไกลออกไป เพื่อให้เส้นจะวิ่งเข้าหาราคาล่าสุดมากกว่า เราไม่จำเป็นต้องไปจำสูตรให้มึน ผมแนะนำให้ดูภาพที่ 1 แล้วทำความเข้าใจเอา ก็น่าจะดูออกกันแล้ว (เส้นสีแดง คือ EMA เส้นสีขาว คือ SMA)

ต่อมาคือคำถามที่น่าจะคาใจกัน แล้วการตั้งค่า EMA ให้เส้นเท่าไหร่ดี ?

เรามาดูกันก่อนว่า Player ในตลาดเขาเลือกใช้ค่า EMA จากอะไรกันบ้างสาย Normal ดูตามหนังสือสอนวิเคราะห์ทางเทคนิคทั่วไป การตั้งค่าเส้นค่าเฉลี่ยจะไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่นัก จะเป็นตัวเลขทั่ว ๆ ไป เช่น 5, 15 ,20 ,35 ,89, 90, 120 และ 200 เป็นต้น สายนี้จะนำมาใช้เลย หรืออาจจะมีการทดลองเล็กน้อย

ขณะที่สาย Quant จะมีการทำการทดลองที่เข้มข้นมากเขียนโปรแกรม ทดสอบ ใส่ค่าต่างๆทำซ้ำ จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ จากการได้อ่าน Paper งานวิจัยเรื่องนี้มาบ้างทำให้พอรู้ว่า ในตลาดเราก็มีผู้เล่นที่ใช้ EMA แปลก ๆ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น 7 14 28 53 69 197 ซึ่งเป็นเป็นการทดลองที่เขาได้มากจากการรันทดสอบโมเดลของเขานั่นเอง 

สาย Imagination เป็นสายที่ไม่น่ามี แต่บอกเลยว่ามี! ผมรู้สึกชอบและฮากับสายนี้ที่สุด (แต่ไม่ได้เอามาใช้นะ) สายนี้เค้าจะใช้ตัวเลขอะไรก็ได้ที่เค้าชอบหรืออาจจะสามารถเชื่อมโยงกับบางอย่างได้ เช่น ชอบเลข 55 ก็ใช้ 55 วันเกินวันที่ 17 ก็ใช้ 17 ไม่มีเหตุผล จินตนาการล้วน ๆ

จะเห็นว่าในตลาดมีการใช้ค่า EMA ที่หลากหลายมากในการตัดสินใจ

กลับมาที่เรา เราจะใช้ค่าอะไรดี ? ต้องตอบกลับด้วยคำถาม ว่าคุณจะใช้เพื่อจุดประสงค์อะไร  ?

สรุปสั้นๆคือ เราจะเลือกใช้ค่าเฉลี่ย จากช่วงระยะเวลาที่เราต้องการถือ Position และ Volatility หรือ ความผันผวนของสินค้านั้นคือเลือกให้เหมาะสมกับตัวสินค้า และที่สำคัญ เหมาะสมกับ “ตัวเอง” ตัวอย่างเช่นเทรดแบบ Runtrend เข้าซื้อด้วย Dowtheory เมื่อราคาวิ่งขึ้นและทำ HL เลื่อนจุด Stoploss มาที่ HL และนำ EMA 30 มาใช้เพื่อทำเป็น Tailing Stop รันต่อไป เมื่อหลุดเส้น EMA เราก็ขายออก

กรณีตัวอย่างนี้เป็นการใช้ EMA เพื่อ Runtrend และหนีการความผันผวนจากการย่อตัวของราคา

ตอนหน้าเราจะมาลงลึกกันว่า การใช้ EMA สร้างกลยุทธ์การเทรดมีแบบไหนที่เราควรรู้บ้างการใช้ EMA ให้มากกว่า EMA คืออะไร เจอกันครับ

06 March 2018