FEEDS

News & Article From DPBits

ICO

Base On เหมือนบทความที่แล้วว่าเราทำการบ้านมาเรียบร้อยแล้ว คราวนี้มาลองดูหุ้นที่เป็นดาวเด่นของปีที่แล้วอย่าง ORI ทรงนี้จะเป็นกึ่ง ๆ Swig Trade นิดหน่อย เพราะต้องทำใจว่าการเข้ามาเกาะเทรนด์มีความเสียเปรียบเกิดขึ้นแน่นอน อย่างแรกก็เสียเปรียบพวกที่เค้าถือ

Base On เหมือนบทความที่แล้วว่าเราทำการบ้านมาเรียบร้อยแล้ว คราวนี้มาลองดูหุ้นที่เป็นดาวเด่นของปีที่แล้วอย่าง ORI ทรงนี้จะเป็นกึ่ง ๆ Swig Trade นิดหน่อย เพราะต้องทำใจว่าการเข้ามาเกาะเทรนด์มีความเสียเปรียบเกิดขึ้นแน่นอน อย่างแรกก็เสียเปรียบพวกที่เค้าถือมาตั้งแต่ต้นเทรนด์ ทำให้เมื่อได้กำไรแล้วล็อคไว้ก่อน มันจะดีเอง 


Tactic การเข้าซื้อใน Case แบบนี้ มี 2 แบบ 

  1. หนึ่ง..การเข้าซื้อหลังจากราคาย่อตัวและเด้งกลับ โดยเป็นจังหวะที่ MACD กลับมาตัด Signal Line โดยที่ MACD ต้อง > 0 เท่านั้น วาง Stop Loss ที่ราคา Low ของรอบ ปาหุ้นออก 30% ถึง 50% เมื่อ MACD ตัด signal ลง ปาออกหมดเมื่อ MACD < 0

  2. สอง..การเข้าซื้อแบบเบรคเส้นเทรนไลน์ขากด โดยมีเงื่อนไขที่ว่า ราคาต้องเบรคเส้นขากด และ  MACD > 0 จุด ปาออกก็เช่นเคย หาก MACD ตัด Signal ลง ก็ปาออกให้หมด ส่วนจุด Stop Loss  ก็ใช้แบบเดิม

จริง ๆ ของพวกนี้มันปรับใช้กันได้นะ ตรงที่เราเลือกได้ว่าจะแบ่งหุ้นขายออกไปเท่าไร จะปาหมดเลยก็ได้ หรือจะไม่ปาออกเลยถือจนสุดทางเลยก็ไม่ผิด เพราะนี่คือศิลปะของตลาดหุ้นที่ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว 

จบแล้วสำหรับการใช้เครื่องมืออย่าง MACD หวังว่าทุกคนจะนำมาไปใช้ให้เกิดกำไรในตลาดหุ้นกันนะครับ

03 February 2018

หลังจากตอนที่ 1 เราได้ทำความรู้จักกับ MACD ในเบื้องต้นไปแล้ว ที่เราจะมาลงลึกถึงการใช้งานกันต่อ ความเข้าใจอย่างแรกในการจะใช้ MACD เป็นหนึ่งในตัวแปรที่ไว้ใช้ตัดสินใจ ต้องเข้าใจก่อนว่า MACD เป็นเครื่องมือที่จัดอยู่ในประเภท lagging indicator

หลังจากตอนที่ 1 เราได้ทำความรู้จักกับ MACD ในเบื้องต้นไปแล้ว ที่เราจะมาลงลึกถึงการใช้งานกันต่อ ความเข้าใจอย่างแรกในการจะใช้ MACD เป็นหนึ่งในตัวแปรที่ไว้ใช้ตัดสินใจ ต้องเข้าใจก่อนว่า MACD เป็นเครื่องมือที่จัดอยู่ในประเภท lagging indicator 

มันหมายความว่าอะไร ? หมายความว่ามันเป็นอินดิเคเตอร์ที่มีการให้สัญญานค่อนข้างช้า หรือ ภาษาเทคนิคจะเรียกว่า “เป็นประเภทช้าแต่ชัวร์” อย่างที่เราทราบกันว่า MACD หน้าที่ของเค้าคือการบอกสัญญานว่าเป็นเทรนขาขึ้นหรือขาลง ตัวเลขต่าง ๆที่ใช้เป็นค่า Parameter ก็ได้ทำความเข้าใจกันไปแล้วในบทแรกนะครับ ในบทนี้เราก็จะมาพูดถึงความสามารถอีกอย่างหนึ่งของเขาที่มีบอกอยู่ในชื่อของเขาอยู่แล้ว นั่นคือ Divergence / Convergence (ขอย่อว่า D/C) 

มันคืออะไร ? มันคือการสังเกตุพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของอินดิเคเตอร์ร่วมกับราคาเพื่อใช้บอกความน่าจะเป็นในการเกิดการพักตัว กลับตัว หรือไปต่อของราคา ดังภาพที่ 1 นะครับ 


ซึ่งส่วนตัวผมเองไม่ได้ให้น้ำหนักตรงส่วนนี้เท่าไหร่ เพราะ อย่างที่บอกมันเป็นแค่การสังเกตุเพื่อดูความน่าจะเป็นเท่านั้น ถ้าใครจะนำไปใช้ในการล็อคกำไรออก หรือ ซื้อเพิ่ม อันนั้นแล้วแต่ความชำนาญได้เลยเนอะ มาต่อเรื่องของการปรับตั้งค่า Parameter กัน หลาย ๆ คนเมื่อได้เรียนรู้เครื่องตัวนี้มา ก็ใช้งานไปตามค่าจากโรงงาน โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันปรับค่าได้ตามที่เราต้องการเลยนะ บทนี้เราจะมายกตัวย่างกัน ก่อนอื่นอยากให้เข้าใจกันก่อนว่า ตัวอย่างที่ผมจะยกขึ้นมา ไม่แนะนำให้เอาไปใช้ตามทันที ก่อนจะนำไปใช้ลองนำไป Backtest กันดูก่อน เพื่อรักษาเงินต้นในพอร์ตของท่านเอง บ้างครั้งหุ้นแต่ละตัวก็อาจจะให้ชุด parameter ที่แตกต่างกันได้ไปตามพฤติกรรมราคา ลองเอาไปปรับใช้ดูตามความเหมาะสมนะครับ ย้ำอีกที “Backtest” ก่อนนะ ผมขอยกตัวอย่าง 2 ชุดที่ผมใช้นะ 

ชุดแรก ใช้กับหุ้นที่เคลื่อนที่แบบปกติความชันไม่สูงมาก เราก็จะใช้ค่าโรงงานไปเลย คือ 26,12,9

จะสังเกตนะครับว่า ในหุ้นที่เป็นเทรนปกติ(ไม่เฉียงมากไป ไม่ขึ้นแรงเกินไป) MACD ค่าโรงงานจะทำหน้าที่ได้ดีทีเดียวถือได้สบาย ๆ แต่แน่นอนว่า จังหวะของการจบเทรนของหุ้นตัวนี้ คนที่ใช้ MACD ค่าโรงงาน จะมีจังหวะคืนกำไรแน่นอน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของขาวรันเทรนด์



ชุดที่สอง ใช้กับหุ้นที่ขึ้นเร็วลงเร็วมีความชันสูง Volatility ค่อนข้างมาก  ใช้จะเป็น 15,5,5 ตรงนี้ขอเสริมเป็น Taitic ไปนิดนึง คือ ค่า Parameter นี้ ผมไม่ได้ใช้ในการเข้าซื้อนะครับ อ้าว ! แล้วใช้ทำไร ?

คำตอบ คือ ใช้เพื่อรัน Profit นะครับผม 

ข้อควรระวัง เราต้องสังเกตพฤติกรรมของหุ้นให้ดีนะครับ ว่าวันชันเกิน 45 องศาหรือไม่ถึงจะเลือกขึ้นมาใช้งาน และแน่นอนว่า ถ้าเราตั้งค่า Parameter แบบนี้ โอกาสการขายหมูมีมั้ย “มีแน่นอน” แต่โอกาสที่จะได้ออกราคาโซนบน ก็มีไม่แพ้กันนะครับ ^^

ก็จบไปแล้วนะครับสำหรับ Part ที่ 2 ของซีรีย์ MACD ตอนต่อไปเป็น บทท้ายของซีรีย์นี้ ไม่อยากให้พลาดกันนะครับ เพราะมันคือ “การเข้าซื้อด้วย MACD”ที่มีโอกาสชนะสูง + Tactic ต่าง ๆ”  แล้วเจอกันครับ 

26 January 2018

การจะนำ MACD มาใช้ให้เกิดโอกาสชนะสูง นั่นคือการนำมาใช้ในหุ้นที่เป็นขาขึ้นหรือเกิดการยืนยันขาขึ้นเท่านั้น การดูพฤติกรรมราคาผมใช้ DowTheory มาจับ การใช้ MACD

การจะนำ MACD มาใช้ให้เกิดโอกาสชนะสูง นั่นคือการนำมาใช้ในหุ้นที่เป็นขาขึ้นหรือเกิดการยืนยันขาขึ้นเท่านั้น     โดยการดูพฤติกรรมราคาผมใช้ DowTheory มาจับ การใช้ MACD กับหุ้นที่เป็นขาขึ้น เป็นคู่ผสมที่ลงตัวสุด ๆ

ลำลึกไว้เสมอว่าแม้เราจะทำการบ้านมาอย่างดีแล้วว่าหุ้นตัวนี้ขาขึ้น งบดี เบรคแนวต้าน มีสตอรี่ หรืออะไรก็ตามแต่ โอกาสในการคืนกำไรเยอะ ขายหมู หรือแม้แต่ขาดทุนก็ยังมีเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะที่นี่คือ “ตลาดหุ้น”  

ต่อจากนี้เป็น Tactic บอกได้ว่ามัน Simple but not Easy และ ส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ของตัวผมเอง อีกทั้งเป็นการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว  เพราะฉะนั้นการนำไปใช้ ควรนำไปใช้อย่างมีสตินะครับ  

มาดูตัวอย่างของหุ้น WHA หุ้นงบดีมีสตอรี่ มีการทำ Higher Low ตรงโซนสามบาทและเบรคกรอบสะสมโซน 3.3 ทำ Higher Highไปได้ นั่นคือจุดยืนยันขาขึ้นรวมทั้ง MACD มากกว่า 0 และเป็นจุดซื้อของเราครับ สำหรับ Stoploss ของเราในตอนนี้คือ 2.96 นั่นเอง อาจจะมีคำถามว่า เอ้า ทำไมไม่ซื้อตั้งแต่ตอนMACDตัดเลยล่ะ เกิดสัญญานซื้อแล้ว ต้นทุนก็ต่ำกว่าเยอะแยะ 


ลองดูย้อนหลังจากภาพ หรือ เปิดกราฟดูก็ได้ครับ ถ้าซื้อตาม MACD แต่ไม่ได้ดูทรงการเป็นเทรนด์ขาขึ้นประกอบ เราจะโดน Stop Loss ไปกี่รอบกว่าจะเจอรอบที่ได้ Reward 

หลังจากซื้อไปราคาก็วิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงโซนราคา 3.64 บาท MACD เริ่มมีการตัด Signal Line ลง นั่นเป็นสัญญานการโยนหุ้นออกเพื่อล็อคกำไรครั้งที่ 1 อาจจะปล่อยออกไป 30% 50% ของ Position ก็แล้วแต่เอาให้เหมาะสม อาจจะกำไรแค่ 10% แต่เราก็ได้กำไรบางส่วนมาตุนไว้ก่อน

หลังจากล็อคกำไรไปเรียบร้อยราคาก็วิ่งต่อถึงโซน 4 บาท ถ้าเรามี MACD อยู่ในมือจะเริ่มเห็นละ ว่าราคาไม่มีแรงส่งนี่หว่า แสดงว่าราคามีโอกาสย่อสูงแน่ ๆ 

ถึงจุดนี้เราสามารถตัดสินใจได้ 2 แบบหลัก ๆคือ

  1. หนึ่ง..เมื่อราคามันย่อจริง ๆ(หักหัวลง) เราก็ปาหมดพอร์ต ผลที่จะตามมาจากการตัดสินก็คือ โอกาสการขายหมู หรือ โอกาสการปาได้บน ๆของรอบ ซึ่งเราจะกลายเป็นทางของ Swing Trade ไปซะ

  2. สอง..มองออกว่ามันจะย่อ ก็ให้มันย่อ ถ้ามันย่อยกโลว์แล้วไปทำ New High ก็ถือต่อ แต่สังเกตดี ๆ รอบของการย่อที่ผมทำสี่เหลี่ยมไว้ มันย่อจะเกิดสัญญานขายเลยนะ ซึ่งถ้าเราเอา MACD มาตัดสินใจ แน่นอนว่าเราต้องขาย พอเราขายมันก็เด้งไปต่อแถมทำ New High ด้วย แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้ Indicator จะสั่งขายแต่ตัวพฤติกรรมราคายังไม่บอกเลยว่ามันเป็นขาลงโอกาสเด้งมันก็มีได้ นี่แหละตลาดหุ้น ความเป๊ะมันไม่มีหรอกครับ คุณจะนำมันมาใช้งาน ต้องรับจุดอ่อนของมันให้ได้ด้วย

03 February 2018

การวิเคราะห์ทางเทคนิคหรือการใช้กราฟ เป็นแนวทางที่นักลงทุนหรือเทรดเดอร์รุ่นใหม่นิยมใช้มาเป็นเวลานาน จนเกิดเป็นหลักสูตรการสอน หนังสือ ฯลฯ ที่เกี่ยวกับการใช้กราฟจำนวนมาก แต่ยังมีผู้ที่เข้าใจคลาดเคลื่อนถึงหัวใจสำคัญของการวิเคราะห์ทางเทคนิคอยู่ค่อนข้างมาก

การวิเคราะห์ทางเทคนิคหรือการใช้กราฟ เป็นแนวทางที่นักลงทุนหรือเทรดเดอร์รุ่นใหม่นิยมใช้มาเป็นเวลานาน จนเกิดเป็นหลักสูตรการสอน หนังสือ ฯลฯ ที่เกี่ยวกับการใช้กราฟจำนวนมาก แต่ยังมีผู้ที่เข้าใจคลาดเคลื่อนถึงหัวใจสำคัญของการวิเคราะห์ทางเทคนิคอยู่ค่อนข้างมาก ไปดูกันว่ามีเรื่องอะไรบ้างและความจริงคืออะไร


หนึ่ง..กราฟเทคนิคเป็นเพียงตัวช่วยวางแผนการเทรด ไม่การันตีความเป๊ะ ผู้ที่ใช้กราฟในการเทรด หลายคนคิดไปว่าเป็นเครื่องมือที่มีความแม่นยำ 100% แต่ในความเป็นจริงแล้ว เครื่องมือต่างๆที่นำมาใช้เป็นเพียงสิ่งที่นำมาใช้ในการวางแผนเท่านั้น พูดง่ายๆคือเป็นเพียงการคาดการณ์ “ความน่าจะเป็น” เช่น ช่วยกำหนดจุดซื้อ จุดขายและจุดตัดขาดทุน ไม่ได้หมายความว่าราคาจะเป็นตามที่เครื่องมือบอกเสมอไป

ตัวอย่างเช่น เครื่องมือเทคนิคที่เราใช้ประจำอาจบอกว่าราคาเป้าหมายของหุ้นตัวหนึ่งอยู่ที่ 20 บาท ปรากฎว่าราคาไปไม่ถึงเป้าหมายก็เปลี่ยนทิศทางเป็นขาลงไปเสียก่อน แต่เรายังยึดติดว่ามันจะต้องถึงเพราะเครื่องมือบอกเช่นนั้น ในความเป็นจริงคือในตลาดหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เทรดเดอร์จึงต้องวางแผนป้องกันความเสี่ยงด้วยการกำหนดจุดตัดขาดทุนไว้ทุกครั้งหากผิดแผน 

สอง..ใช้เครื่องมือให้มากที่สุดยิ่งมีความชัวร์มากเท่านั้น เทรดเดอร์มือใหม่หลายคนที่เรียนการใช้เครื่องมือหรือ Indicator มา จะรู้สึกร้อนวิชาอยากใช้ประกอบการวิเคราะห์ไปหมด เรียกได้ว่าบางทีเปิดหน้าจอมามีเครื่องมือเต็มไปหมดจนรกจอ เพราะคิดว่าไปหากยิ่งมีตัวช่วยเยอะเท่าไรก็ยิ่งชัวร์เท่านั้น

ความจริงแล้ว เราควรเลือกเครื่องมือเทคนิคเพียงแค่ไม่กี่ชิ้นก็เพียงพอแล้ว เพราะยิ่งใช้มากเท่าไรจะยิ่งสับสนมากเท่านั้น เพราะเครื่องมือแต่ละชิ้นจะมีการใช้งานที่ต่างกัน เช่น บางตัวใช้เพื่อคอนเฟิร์มทิศทางระยะสั้น บางตัวคอนเฟิร์มระยะยาว ถ้าเอามาใช้พร้อมกันจะตีกันเอง (ยกตัวอย่าง เราไม่เคยเห็นใครใช้ทั้งดาบและหอกในเวลาเดียวกัน เพราะหน้าที่มันต่างกัน) เราจึงควรศึกษาการใช้เครื่องมือให้ครบและเลือกใช้ให้ตรงกับจริตของเราดีกว่า

สาม..มี Trade Setup ที่สมบูรณ์แบบบนโลกนี้ เทรดเดอร์หลายคนที่ได้ไปเรียนกับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญและประสบความสำเร็จซึ่งแต่ละคนจะมีหน้าเทรด หรือที่เรียกว่า Trade Setup ของตัวเองที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ ผู้ไปเรียนกลับมั่นใจในวิชานั้นๆเต็มที่และคิดว่าเป็นเครื่องมือที่สมบูรณ์แบบ 

แต่ในความเป็นจริง ไม่มี Trade Setup ของใครที่สมบูรณ์แบบที่สุด อาจจะดีที่สุดในบางช่วงเวลาที่ต่างกัน ดังนั้นอย่าไปยึดติดกับวิชา เพราะอาจารย์ที่ไปเรียนมา ล้วนแล้วแต่มีทั้งประสบการณ์ที่ดีและแย่ด้วยกันทั้งสิ้น 

สี่..เป็นนักลงทุนปัจจัยพื้นฐานห้ามนำปัจจัยเทคนิคมาใช้ จริงอยู่ว่าเราควรเลือกใช้แนวทางใดแนวทางหนึ่งให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะสับสนในแนวทางการลงทุน อย่างที่มีคำพูดว่า วีไอจำเป็น (ตอนซื้อใช้ปัจจัยเทคนิค แต่พอติดหุ้นไปอ้างว่าดูปัจจัยพื้นฐาน) แท้จริงแล้วนักลงทุนที่เน้นปัจจัยพื้นฐาน (ยกเว้นวีไอสายฮาร์ดคอร์) ก็สามารถนำกราฟเทคนิคไปใช้ได้เช่นกัน แต่อาจมีสัดส่วนเพียง 20% และใช้ให้เหมาะสม เช่น ใช้ไทม์เฟรมระดับเดือนเพื่อยืนยันแนวโน้ม ส่วนเทรดเดอร์สายกราฟ ก็สามารถใช้ปัจจัยพื้นฐานมาประกอบได้เช่นกัน เช่น เลือกหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดี แนวโน้มที่หุ้นจะขึ้นย่อมมีสูงกว่าหุ้นพื้นฐานแย่ เป็นต้น

และนี่คือ 4 ข้อที่คนใช้กราฟเทคนิคมือใหม่หลายคนยังเข้าใจผิดอยู่ สรุปก็คือเทรดเดอร์ควรที่จะเข้าใจ “หลักปรัชญา” หรือหัวใจสำคัญของการใช้เครื่องมือทางเทคนิคให้เข้าใจ มากกว่าไปให้ความสำคัญกับการนำเครื่องมือไปใช้ทำกำไรให้ได้เท่านั้น ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาที่เราเรียนวิชาป้องกันตัวอย่าง ยูโด คาราเต้ เทควันโด คลาสแรกคือการเรียนหลักปรัชญาของวิชาเสียก่อน ไม่ใช่ไปเรียนกระบวนท่า ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการลงทุนครับ

10 February 2018

EMA หรือ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Expotential Moving Average )เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่เทรดเดอร์ทุกคนน่าจะรู้จักกันมาเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เรียกว่าเป็นเครื่องมือพื้นฐานสามัญประจำบ้าน

EMA หรือ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Expotential Moving Average )เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่เทรดเดอร์ทุกคนน่าจะรู้จักกันมาเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เรียกว่าเป็นเครื่องมือพื้นฐานสามัญประจำบ้าน (แถมเค้ายังเป็นต้นกำเนิดของ MACD ในซีรีย์ตอนที่แล้วด้วยนะ) แต่จะมีใครทราบไหมว่าทำไม ? เราถึงเลือกใช้ค่าของ EMA เป็นตัวเลขต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่จะค่าตามหนังสือกันมา มีใครเคยตั้งคำถามไหมว่า ทำไมเราต้องใช้ค่าดังกล่าว แล้วค่าอื่นใช้ได้หรือเปล่า

EMA เป็นหนึ่งในประเภทของค่าเส้นค่าเฉลี่ยที่ถูกพัฒนาปรับแต่งเพิ่มเติมมาจาก SMA โดยมีการปรับสูตรให้มีการให้น้ำหนักของค่าตัวเลขล่าสุดมากว่าตัวเลขที่ไกลออกไป เพื่อให้เส้นจะวิ่งเข้าหาราคาล่าสุดมากกว่า เราไม่จำเป็นต้องไปจำสูตรให้มึน ผมแนะนำให้ดูภาพที่ 1 แล้วทำความเข้าใจเอา ก็น่าจะดูออกกันแล้ว (เส้นสีแดง คือ EMA เส้นสีขาว คือ SMA)

ต่อมาคือคำถามที่น่าจะคาใจกัน แล้วการตั้งค่า EMA ให้เส้นเท่าไหร่ดี ?

เรามาดูกันก่อนว่า Player ในตลาดเขาเลือกใช้ค่า EMA จากอะไรกันบ้างสาย Normal ดูตามหนังสือสอนวิเคราะห์ทางเทคนิคทั่วไป การตั้งค่าเส้นค่าเฉลี่ยจะไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่นัก จะเป็นตัวเลขทั่ว ๆ ไป เช่น 5, 15 ,20 ,35 ,89, 90, 120 และ 200 เป็นต้น สายนี้จะนำมาใช้เลย หรืออาจจะมีการทดลองเล็กน้อย

ขณะที่สาย Quant จะมีการทำการทดลองที่เข้มข้นมากเขียนโปรแกรม ทดสอบ ใส่ค่าต่างๆทำซ้ำ จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ จากการได้อ่าน Paper งานวิจัยเรื่องนี้มาบ้างทำให้พอรู้ว่า ในตลาดเราก็มีผู้เล่นที่ใช้ EMA แปลก ๆ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น 7 14 28 53 69 197 ซึ่งเป็นเป็นการทดลองที่เขาได้มากจากการรันทดสอบโมเดลของเขานั่นเอง 

สาย Imagination เป็นสายที่ไม่น่ามี แต่บอกเลยว่ามี! ผมรู้สึกชอบและฮากับสายนี้ที่สุด (แต่ไม่ได้เอามาใช้นะ) สายนี้เค้าจะใช้ตัวเลขอะไรก็ได้ที่เค้าชอบหรืออาจจะสามารถเชื่อมโยงกับบางอย่างได้ เช่น ชอบเลข 55 ก็ใช้ 55 วันเกินวันที่ 17 ก็ใช้ 17 ไม่มีเหตุผล จินตนาการล้วน ๆ

จะเห็นว่าในตลาดมีการใช้ค่า EMA ที่หลากหลายมากในการตัดสินใจ

กลับมาที่เรา เราจะใช้ค่าอะไรดี ? ต้องตอบกลับด้วยคำถาม ว่าคุณจะใช้เพื่อจุดประสงค์อะไร  ?

สรุปสั้นๆคือ เราจะเลือกใช้ค่าเฉลี่ย จากช่วงระยะเวลาที่เราต้องการถือ Position และ Volatility หรือ ความผันผวนของสินค้านั้นคือเลือกให้เหมาะสมกับตัวสินค้า และที่สำคัญ เหมาะสมกับ “ตัวเอง” ตัวอย่างเช่นเทรดแบบ Runtrend เข้าซื้อด้วย Dowtheory เมื่อราคาวิ่งขึ้นและทำ HL เลื่อนจุด Stoploss มาที่ HL และนำ EMA 30 มาใช้เพื่อทำเป็น Tailing Stop รันต่อไป เมื่อหลุดเส้น EMA เราก็ขายออก

กรณีตัวอย่างนี้เป็นการใช้ EMA เพื่อ Runtrend และหนีการความผันผวนจากการย่อตัวของราคา

ตอนหน้าเราจะมาลงลึกกันว่า การใช้ EMA สร้างกลยุทธ์การเทรดมีแบบไหนที่เราควรรู้บ้างการใช้ EMA ให้มากกว่า EMA คืออะไร เจอกันครับ

06 March 2018